ใครๆ ก็พูดถึง "อีคอมเมิร์ซ"
ซึ่งปัจจุบัน ไม่ใช่สงวนสิทธิเพียงธุรกิจขนาดใหญ่เท่านั้นที่จะใช้ไอทีได้
เพราะขนาดพ่อค้าปลาทูในตลาดสดก็ยังสามารถเปิดร้านค้าออนไลน์ค้าขายข้ามโลกได้
และผู้ที่อยู่เบื้องหลังเทคโนโลยีของผู้ประกอบการรายเล็กรายน้อยเหล่านี้ก็คือ
"บริษัท เวโลคอล (ประเทศไทย) จำกัด" วันนี้ผู้ที่จะมาเปิดหนทางอาชีพใหม่ให้รับทราบกันก็คือ
คุณสิทธิเดช ลีมัคเดช กรรมการผู้จัดการ ผู้บริหารเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซ
www.VeloShopping.com
- ทำไมถึงเลือกกลุ่ม SMEs ให้เข้ามาทำอีคอมเมิร์ซ
เรามองศักยภาพของผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็กที่มีอยู่ในประเทศไทย
ว่ามีความรู้ความสามารถในการผลิตและจัดหาสินค้ามาป้อนตลาดโลกได้
แต่ยังขาดทักษะด้านไอทีอยู่ จึงพัฒนาให้เป็นโปรแกรมสร้างร้านค้าออนไลน์แบบสำเร็จรูป
นอกจากนี้กลุ่มผู้ประกอบการเหล่านี้ยังมีความกระตือรือร้นในการทำธุรกิจรูปแบบใหม่
ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการประสบความสำเร็จ
- คิดค่าบริการในการใช้ระบบนี้อย่างไร
ค่าบริการเดือนละ 1,000 บาท ผู้ใช้ระบบสามารถสร้างรายการสินค้าได้ไม่จำกัดจำนวน,
มีระบบสถิติ และระบบรับชำระเงินผ่านบัตรเครดิต รวมถึงการได้รับส่วนลดค่าขนส่ง
และค่าธรรมเนียมธนาคาร
- VeloShopping.com จะมีส่วนช่วยประชาสัมพันธ์เว็บไซต์ให้ผู้ประกอบการอย่างไร
เว็บนี้เป็นเว็บท่า ซึ่งมีร้านค้าเปิดจำหน่ายสินค้าต่างๆ อยู่แล้วกว่า
100 เว็บ เพราะฉะนั้นจะมีผู้ที่เข้ามาเยี่ยมชมและซื้อสินค้าอย่างต่อเนื่อง
หากร้านค้าใดต้องการส่งเสริมการขาย เราก็จะขึ้นหน้าแรกให้ฟรี แต่ก็ต้องสลับกับเจ้าอื่นๆ
ด้วย ถ้าเป็นการเน้นจำหน่ายในประเทศ เราจะมีการจัดสถานที่เพื่อโชว์สินค้าตัวอย่าง
และตั้งอินเตอร์เน็ตเพื่ออำนวยความสะดวกให้ลูกค้าสามารถสั่งซื้อสินค้าได้ทันที
- ตอนนี้มีการตั้งสถานที่แสดงสินค้าสำหรับซื้อขายผ่านอินเตอร์เน็ตหรือยัง
ขณะนี้เราตั้งศูนย์อินเตอร์เน็ตและอีคอมเมิร์ชอยู่ที่ชั้น 3 ฟอร์จูนทาวน์
ถนนรัชดาภิเษก ที่นี่จะเป็นสถานที่ลูกค้าสามารถมาสร้างเว็บไซต์,
หาข้อมูล, เลือกซื้อสินค้า ตลอดจนรับส่งสินค้าอย่างครบวงจร และรับปรึกษาสำหรับผู้ที่เริ่มต้นจะทำร้านค้าออนไลน์
โดยไม่มีการคิดค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น
- สำหรับผู้เริ่มต้นที่จะค้าขายบนอินเตอร์เน็ตนั้น
ควรมีคุณสมบัติอย่างไร
ผู้ประกอบการควรมีความรู้พื้นฐานด้านอินเตอร์เน็ตอยู่บ้าง อย่างน้อยต้องรับ-ส่งอีเมล์เป็น
, ข้อมูลในการที่จะเลือกสินค้ามาจำหน่ายบนอินเตอร์เน็ต โดยศึกษากลุ่มเป้าหมายเป็นหลัก,
ถ้าจะค้าขายไปต่างประเทศก็จำเป็นต้องรู้ภาษาอังกฤษ หรือหาผู้ที่มีความรู้มาช่วยเขียนคำโฆษณาสินค้าให้
- ความรู้เรื่องเทคโนโลยีต้องมีมากน้อยแค่ไหน
จริงๆ แล้วอีคอมเมิร์ช เป็นเรื่องของการตลาดมากกว่า เรื่องไอทีถ้าใช้ระบบสำเร็จรูปจะพบว่าไม่จำเป็นต้องรู้ภาษาคอมพิวเตอร์ต่างๆ
ก็สร้างร้านค้าได้ แต่ปัญหาใหญ่ก็คือเมื่อสร้างเว็บเสร็จแล้วจะทำอย่างไรให้ขายของได้
เป็นเรื่องที่ต้องใช้ความอุตสาหะและตั้งใจจริงในการพยายามทำให้ร้านของตนประสบความสำเร็จ
- เว็บส่วนใหญ่ที่ขายของได้เพราะอะไร
ประการแรกคือ การเลือกสินค้าที่จะนำมาจำหน่ายบนอินเตอร์เน็ต ถ้าหาสินค้าที่ไม่มีจำหน่ายในช่องทางปกติทั่วไปได้
คนเขาก็ต้องมาซื้อของบนอินเตอร์เน็ต, ประการที่สองหากเป็นสินค้าที่มีในช่องทางปกติ
แต่เราขายได้ถูกกว่า ระดับคุณภาพเท่ากัน เพราะไม่ต้องเสียค่าเช่าที่
ค่าพนักงานขาย, ค่าสต๊อกสินค้า ก็สามารถขายได้เช่นเดียวกัน โดยเฉพาะสินค้าบางอย่างในไทยถ้าสามารถเข้าใจภาษาอังกฤษแล้วนำไปประมูลขายในเว็บประมูลของเมืองนอกต่างๆ
รับรองว่าสินค้าเหล่านี้จะขายดีผ่านอินเตอร์เน็ต มีลูกค้าหลายรายที่ใช้ระบบของเรา
เพียงเพื่อรับชำระเงินจากลูกค้าที่ประมูลผ่านช่องทางจากเว็บอื่น
- เรื่องแฮกเกอร์ที่เจาะข้อมูลบัตรเครดิตลูกค้าบนอินเตอร์เน็ตเป็นปัญหาหรือไม่
เรื่องนี้ ถ้าผู้ใช้บัตรเครดิตไม่รู้เรื่องก็จะเกิดความไม่มั่นใจ
ไม่กล้าใช้หมายเลขบัตรของตนซื้อสินค้าบนอินเตอร์เน็ต แต่ในความจริงเวลาที่มีบิลมาเรียกเก็บเงินแล้วเราพิจารณาแล้วว่าไม่ใช่ค่าใช้จ่ายของเรา
ก็สามารถปฏิเสธการจ่ายเงินได้ เร็วๆ นี้ก็มีแฮกเกอร์คนหนึ่งถูกจับก็เพราะลูกค้าผู้ถือบัตรโวยนั่นแหละครับ
บริษัทฯที่เสียหายเขาก็ไล่ไปถึงต้นตอได้เหมือนกัน ข้อเท็จจริงขณะนี้ก็คือ
"คนขายของบนอินเตอร์เน็ต" ต่างหากที่เสียเปรียบ เพราะบัตรเครดิตบางเจ้าให้สิทธิผู้ถือบัตรของเขาปฏิเสธการจ่ายเงินได้ถึงหกเดือนด้วยซ้ำ
ดังนั้นหลักฐานรับสินค้า ร้านค้าออนไลน์ต้องเก็บไว้ถึง 180 วัน
หายไม่ได้ ถ้าลูกค้าบอกไม่ได้รับของ แล้วเราไม่มีหลักฐานก็ต้องคืนเงินเขาไป
- ปัญหาของอีคอมเมิร์ชเวลานี้
ถ้าจะทำตลาดในประเทศแล้ว ผู้ใช้อินเตอร์เน็ตบ้านเรายังน้อยอยู่มากเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ
ประกอบกับความไม่มั่นใจระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายอีก ดังนั้นผู้ที่มาเปิดเว็บไซต์จึงใช้เป็นเพียงแคตาล็อกออนไลน์
แต่ถ้าทำตลาดต่างประเทศแล้วจะติดอยู่สองเรื่องใหญ่คือ 1. ด้านภาษา
และ 2. คุณภาพสินค้า ปัญหาแรกเรายังพอที่จะหาผู้เชี่ยวชาญมาเป็นที่ปรึกษาร่วมเจรจาให้ได้
แต่ปัญหาคุณภาพสินค้า ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสินค้าหัตถกรรมนี่ยังควบคุมได้ยาก
เพราะบางประเทศที่สั่งเข้ามาเป็นแสนชิ้น แต่ก็ไม่สามารถทำส่งเขาได้
หรือส่งไปแล้วไม่ได้มาตรฐานที่กำหนดไว้
- ทางเวโลคอล มีโครงการที่จะพัฒนาอีคอมเมิร์ชอย่างไรต่อไป
เราเพิ่งเสร็จโครงการ อีคอมเมิร์ชแคมป์ ซึ่งเป็นการอบรมนักศึกษาทั่วประเทศจำนวน
500 คน และให้จับคู่กับผู้ประกอบการออนไลน์จริง นำทฤษฏีมาปฏิบัติกัน
ก็ประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง แต่เราก็ต้องเร่งสร้างความรู้ความเข้าใจให้ผู้ประกอบการเพิ่มจำนวนขึ้นอีกเรื่อยๆ
ดังนั้นในวันที่ 15-18 สิงหาคม 2545 ที่อยุธยาพาร์ค และกรุงเทพฯ
ระหว่างวันที่ 6-8 กันยายน 2545 ที่ไอทีมอลล์ ฟอร์จูนทาวน์ ทั้งสองงานจะเป็นการสัมมนาเรื่อง
IT FOR SMEs ซึ่งเหมาะสำหรับผู้ประกอบการที่จะเริ่มใช้เทคโนโลยี
จะได้รู้ว่าควรลงทุนทางไอทีอย่างไรให้มีประสิทธิภาพสูงสุด หัวข้อบรรยายไม่จำกัดแต่เพียงเรื่อง
อีคอมเมิร์ช แต่ยังรวมเทคโนโลยีอื่นๆ ด้วย เช่นระบบธนาคาร ระบบสื่อสาร
ระบบช่วยวางแผนการผลิตในโรงงานเป็นต้น สำรองที่นั่งฟรีที่ 02-6414981
หรือลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ www.VeloShopping.com/itforsmes อีเมล์สอบถามรายละเอียดได้ที่
ecommerce@velocall.com
- สินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์สามารถนำมาขายผ่านเว็บไซต์ได้หรือไม่
สินค้าหลายอย่างน่าสนใจ ตอนนี้ทางเวโลคอล ก็ร่วมกับสำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์
ทำโครงการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์เพื่อชุมชนขึ้น โดยมีการอบรมนักวิชาการ
ผู้นำชุมชนทั่วประเทศไปแล้ว มีการฝึกสร้างร้านค้า แล้วเราก็จะพิจารณาคัดเลือกสินค้าร่วมกัน
โดยเน้นให้ชุมชนที่มีความพร้อม สามารถสร้างเว็บที่เขาเป็นเจ้าของบริหารการค้าเองได้
กระทรวงพาณิชย์จะให้การสนับสนุนในด้านประชาสัมพันธ์ เป็นหลัก เช่นสาธิตการจัดแสดงสินค้า
ด้วยวิธีนี้ผมเชื่อว่าชุมชนจะเข้มแข็งและสามารถที่จะรู้ปัญหา เขาก็จะเข้าไปแก้ได้ตรงจุดยิ่งขึ้นครับ
นอกจากนี้ เวโลคอล ยังร่วมกับพันธมิตร เพื่อพัฒนาระบบชำระเงินในประเทศให้มีความสะดวกมากขึ้น
ซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญในการผลักดัน โครงการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์
เพราะตลาดหลักของสินค้ากลุ่มนี้น่าจะอยู่ภายในประเทศค่อนข้างมาก